พื้นฐานเรื่องเสียง
หลักการป้องกันเสียงภายในอาคาร
การควบคุมเสียงรบกวนในอาคารต้องแยกให้ออกก่อนว่าเป็นเสียงที่ลอยมากับอากาศ (Air borne sound) หรือเสียงสั่นสะเทือนที่ไหลมาตามโครงสร้าง (Structure Borne Sound) เพราะสองแบบนี้มีวิธีจัดการไม่เหมือนกัน เสียงที่มากับอากาศเริ่มจากจัดการรอยรั่ว ส่วนเสียงตามโครงสร้างควรควบคุมที่ต้นเหตุของเสียงกระแทก
เสียงรบกวนภายในอาคารมาจากไหนบ้าง
กิจกรรมที่สร้างเสียงรบกวนเข้ามาภายในอาคาร โดยเฉพาะห้องที่เราอยู่นั้นมีหลายลักษณะ เช่น
- เสียงจากยานพาหนะที่สัญจรบนถนนใกล้อาคาร รวมทั้งแรงสั่นสะเทือนจากถนนด้วย
- เสียงเพื่อนบ้านทำกิจกรรมที่สร้างเสียงรบกวน เช่น เปิดเครื่องเสียง ร้องเพลงตะโกน สังสรรค์
- เสียงจากงานก่อสร้าง หรือการทำงานที่มีเสียงดัง
- เสียงเปิดทีวี วิทยุ เครื่องเสียงดัง ๆ จากภายในบ้าน
- เสียงคนคุยกัน สังสรรค์ จากภายในบ้าน
- เสียงกระแทกรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะทำอาหาร กระโดดโลดเต้นในอาคาร เป็นต้น

เสียงรบกวน 2 แบบ: Air borne sound และ Structure Borne Sound
ในการควบคุมปัญหาเสียงรบกวน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแยกให้ออกว่าเสียงรบกวนที่ดังเข้ามาในห้องผู้รับนั้นเป็นแบบใด
- เสียงที่ลอยมากับอากาศ (Air borne sound)
- เสียงสั่นสะเทือนที่ไหลมาตามโครงสร้าง แล้วมาเขย่าฝ้าหรือผนังในห้องผู้รับ (Structure Borne Sound)
เสียงรบกวน 2 แบบนี้มีวิธีการจัดการที่ไม่เหมือนกัน หากวิเคราะห์ผิดพลาดจะทำให้แก้ไขไม่ตรงจุดและไม่สามารถจัดการเสียงรบกวนได้

ตัวอย่างเสียงที่ลอยมากับอากาศ
ตัวอย่างเสียงที่ลอยมากับอากาศ ได้แก่
- เสียงคนข้างบ้านหรือข้างห้องเปิดทีวีเสียงดัง เสียงรบกวนไหลมาตามรอยรั่วของผนัง หน้าต่าง ประตู หรือทะลุผนังมาตรง ๆ
- เสียงข้างห้องหรือข้างบ้านร้องเพลง สังสรรค์ หรือตะโกนโวยวาย
- เสียงเครื่องยนต์ ท่อไอเสีย ที่เร่งแรง ๆ แล้วเสียงทะลุเข้ามาภายในห้อง
- เสียงเครื่องบิน

ตัวอย่างเสียงที่มาตามโครงสร้าง
เสียงที่เกิดจากการกระแทก และแรงสั่นสะเทือนที่ไหลมาตามโครงสร้าง ได้แก่
- เสียงปิดประตู เสียงปิดตู้บิลท์อินที่ติดกับผนัง
- เสียงลากโต๊ะ
- เสียงใส่รองเท้าพื้นแข็งเดินในบ้าน
- เสียงจากการกระโดดโลดเต้น เสียงวิ่ง
- เสียงเครื่องซักผ้า หรือเสียงลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่เขย่าพื้นเวลาเปิดดัง ๆ

หลักการป้องกันเสียงที่มากับอากาศ
สำหรับเสียงที่มากับอากาศ สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือรอยรั่วที่จะทำให้เสียงเดินทางลอดผ่านเข้าไปภายในห้องผู้รับได้
เสียงเดินทางเข้ามาในห้องทางไหนบ้าง
เส้นทางที่เสียงเดินทางผ่านเข้ามาในห้อง แสดงตามหมายเลขในรูป

- หมายเลข 1 เสียงสามารถทะลุผ่านผนังได้โดยตรง
- หมายเลข 2 ลอดโคมไฟดาวไลท์และอ้อมโถงฝ้าลงมาอีกด้าน
- หมายเลข 3 เดินขึ้นท่อแอร์มาลงอีกห้อง หากท่อแอร์เชื่อมต่อกัน หรืออ้อมหน้าต่างที่เปิดอยู่
- หมายเลข 4 ลอดตามรอยรั่วบริเวณขอบผนัง
วางแผนป้องกันเสียงตั้งแต่ขั้นออกแบบ
การวางแผนป้องกันเสียงเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด ควรทำตั้งแต่การออกแบบ การวางแปลนอาคารโดยรู้หลักการเรื่องเสียงจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไขหลังจากมีคนเข้าอยู่อาศัยน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น
- การวางผังให้ห้องน้ำ ห้องเก็บของ หรือห้องใด ๆ ที่ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องความเงียบ คั่นระหว่างห้องที่ต้องการความเงียบกับห้องที่มีกิจกรรมเสียงดัง
- การวางผังให้ห้องที่ต้องการความเงียบอยู่ในบริเวณที่มีผู้คนเดินผ่านน้อย หรืออยู่ในฝั่งตรงข้ามกับถนนที่มีเสียงจราจร ก็สามารถช่วยป้องกันปัญหาเรื่องเสียงรบกวนได้
- การออกแบบระบบผนังที่มีคุณสมบัติการป้องกันเสียงไว้ตั้งแต่การก่อสร้าง ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าการมาทำทีหลังตอนที่มีคนเข้ามาอยู่แล้ว

แนวทางการแก้ไขและรูปแบบระบบผนังที่แนะนำให้ใช้ จะอยู่ในหน้า Solution
หลักการในการป้องกันเสียงที่มาตามโครงสร้าง
ปัญหาเสียงที่มาตามโครงสร้างซึ่งวิศวกรเคยประสบและให้คำแนะนำแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น
- โรงแรมแห่งหนึ่ง พื้นห้องพักปูกระเบื้องทั้งตึก เพียงแค่ห้องข้าง ๆ ทำกุญแจหล่นหรือลากเก้าอี้ ห้องที่อยู่ใกล้กับห้องที่เกิดเสียงจะได้ยินกันทั้งหมด
- โรงแรมที่มีผับ เทค อยู่ในตัวโรงแรม มีการวางลำโพงเบสไว้บนพื้น แรงสั่นสะเทือนส่งไปยังห้องพักที่อยู่ด้านบน
- เสียงคนใส่ส้นสูงเดินบนตึก ได้ยินเสียงเดินชัดเจน
- เสียงคนเดินบนพื้นไม้ ทำให้ห้องด้านล่างได้ยินเสียงคนเดิน
- เสียงปิดประตู หรือปิดตู้บิลท์อินที่อยู่ติดผนัง
- เสียงคอยล์ร้อนแอร์ หรือเครื่องจักรสั่น
แก้ปัญหาเสียงที่มาตามโครงสร้างอย่างไร
แนวทางการแก้ไขคือพยายามควบคุมที่ต้นเหตุที่สร้างเสียงกระแทก ซึ่งจะได้ผลดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น
- การติดโช้คอัพให้ประตูหรือบานตู้ที่จะเกิดเสียงกระแทก
- การปูพรม กระเบื้องยางอย่างหนา หรือปูพื้นไม้ลามิเนตที่มีการรองแผ่นโฟมด้านล่าง บริเวณพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดเสียงกระแทก
- การรองฐานลำโพงด้วยแท่นรองที่มีน้ำหนักและวางบนลูกยางหรือสปริง สำหรับลำโพง Subwoofer
- การรองเครื่องจักรที่มีการสั่นสะเทือนด้วยสปริงหรือลูกยาง